ฉันตื่นสายเกินไปในเช้าวันสอบเข้าโรงเรียนแพทย์ครั้งสำคัญ เพราะมีใครบางคนปิดนาฬิกาปลุกของฉันไว้

เรื่องเล่าชีวิต

เช้าวันสอบเข้าโรงเรียนแพทย์ ฉันตื่นสายและพบว่านาฬิกาปลุกทั้งหมดของฉันถูกปิดอย่างลึกลับ ขณะที่ฉันกำลังแข่งกับเวลา น้องชายวัยแปดขวบของฉันก็เสนอแผนหนึ่งที่ช่วยกอบกู้ทุกอย่างเอาไว้

ตั้งแต่เด็ก ฉันใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากเป็นหมอ เมื่อแม่ของฉันเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ความฝันนั้นยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ฉันอยากช่วยผู้คนแบบเดียวกับแม่ให้เข้าใจโรคที่ทำให้เธอต้องทุกข์ทรมาน และช่วยคนอื่น ๆ ต่อสู้กับมัน

ฉันทำงานหนักมาหลายปีเพื่อให้มาถึงช่วงเวลานี้ ใช้เวลายามค่ำคืนอ่านหนังสือนับไม่ถ้วนและสอบมากมายจนแทบนับไม่ไหว วันนี้ความพยายามทั้งหมดควรจะออกผลเสียที ในที่สุดวันสอบเข้าโรงเรียนแพทย์ของฉันก็มาถึง

คืนก่อนหน้านั้น ฉันทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่พลาดการตื่นนอน ฉันตั้งนาฬิกาปลุกไว้สามครั้งในโทรศัพท์ — 6:00 น., 6:15 น. และ 6:30 น. ฉันถึงกับเปิดผ้าม่านทิ้งไว้เพื่อให้แสงยามเช้าช่วยปลุกฉัน ขณะนอนอยู่บนเตียง ฉันคิดถึงแม่และสัญญากับตัวเองว่าจะทำให้เธอภูมิใจในตัวฉัน

เมื่อฉันลืมตาขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันรู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ ข้างนอกมืด มืดเกินไป ฉันเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ แล้วหัวใจก็แทบหยุดเต้น — 9:55 น. การสอบของฉันเริ่มตอน 10:00 น.

“ไม่ ไม่ ไม่! เป็นไปไม่ได้!”

ฉันสะบัดผ้าห่มออกแล้วคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา นาฬิกาปลุกทั้งสามถูกปิดหมด

“ฉันรู้ว่าฉันตั้งไว้แล้ว!” ฉันพึมพำ มือสั่นขณะรีบแต่งตัวอย่างลนลาน คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัว เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ฉันวิ่งลงบันไดไปทั้งที่ยังแต่งตัวไม่เรียบร้อยดี ผมยุ่งเหยิง

“ลินดา!” ฉันตะโกน ขณะตามหาแม่เลี้ยงอย่างสิ้นหวัง “ลินดา ได้โปรด! คุณต้องพาฉันไป! อีกห้านาทีฉันก็ต้องสอบแล้ว!”

เธอนั่งอยู่ในครัว จิบกาแฟอย่างสงบ เธอเลิกคิ้วขึ้นแล้วมองฉันด้วยสายตาเย็นชา เย็นเสียยิ่งกว่าถ้วยกาแฟร้อน ๆ ในมือของเธอ

“เธอสายไปแล้ว” เธอพูดอย่างเด็ดขาด “คราวหน้าเธอควรเรียนรู้วิธีตั้งนาฬิกาปลุกให้ถูกต้องเสียบ้าง”

“ฉันตั้งไว้ถูกแล้ว!” ฉันแทบจะตะโกนออกมา ความตื่นตระหนกและความผิดหวังแทรกอยู่ในเสียง “ฉันตรวจถึงสามครั้ง นาฬิกาปลุกทั้งสามถูกเปิดไว้ทั้งหมด”

เธอยักไหล่พร้อมรอยยิ้มเยาะเล็ก ๆ ที่มุมปาก

“ดูเหมือนจะไม่ใช่นะ บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณว่าโรงเรียนแพทย์ไม่เหมาะกับเธอก็ได้ ถ้าแค่ตื่นให้ตรงเวลาเธอยังทำไม่ได้ แล้วจะรับมือกับเรื่องจริงจังอย่างคนไข้ได้ยังไง?”

ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าร้อนผ่าว ความไม่อยากเชื่อและความสิ้นหวังวนเวียนอยู่ในหัว นี่คงไม่ใช่เรื่องจริง แม่เลี้ยงของฉันคงไม่ทำแบบนั้นหรอก… ใช่ไหม?

ฉันหันไปทางประตู รู้ดีว่าไม่มีทางเดินไปถึงทัน แต่ก็รู้สึกว่าต้องพยายามอย่างน้อยที่สุด

ทันทีที่ฉันจับลูกบิดประตู เสียงเล็ก ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“ผมรู้ว่าใครทำ” เจสัน น้องชายของฉันพูด เสียงของเขาสั่นด้วยความประหม่า แต่แววตากลับนิ่งสงบ

ฉันหันกลับไปอย่างสับสน

“เจสัน พูดเรื่องอะไร?”

เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าวและจ้องลินดาด้วยสายตาจริงจัง

“เมื่อคืนผมเห็นเธอ เธอเป็นคนปิดนาฬิกาปลุกของพี่ เอมิลี”

ลินดาส่งสายตาคมกริบไปหาเขา

“เจสัน หยุดแต่งเรื่องได้แล้ว” เธอพูดเสียงลอดไรฟัน

เจสันกลืนน้ำลาย แต่ไม่ถอย

“ผมไม่ได้โกหก! ผมเห็นคุณเข้าไปในห้องพี่ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วปิดนาฬิกาปลุก คุณบอกว่าพี่ไม่จำเป็นต้องไปสอบโง่ ๆ นั่น”

หัวของฉันหมุนไปหมด ฉันมองลินดา พยายามค้นหาคำปฏิเสธบนใบหน้าของเธอ หรืออย่างน้อยที่สุดก็สัญญาณว่าเธอรู้สึกผิด

แต่เธอเพียงถอนหายใจแล้วกอดอก

“รู้อะไรไหม เอมิลี?” เธอพูดอย่างเย็นชา น้ำเสียงแข็งกระด้าง “ก็ได้ ใช่ ฉันเป็นคนทำเอง เธอไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นหมอหรอก มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งแรง และพูดตรง ๆ นะ ยังเสียเงินที่พ่อของเธอควรเอาไปใช้กับสิ่งที่มีประโยชน์มากกว่านี้”

“อย่างเช่น… ร้านเสริมสวยของคุณน่ะเหรอ?”

คำพูดหลุดออกจากปากฉันก่อนที่ฉันจะทันห้ามตัวเอง

ขณะที่ฉันกำลังจะรีบแทรกตัวผ่านเธอแล้วออกจากบ้าน ฉันได้ยินเสียงไซเรนดังแว่วมาจากระยะไกลและกำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

เจสันบีบมือฉันแล้วมองขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหวัง

“ไม่ต้องห่วงนะ เอม ผมเรียกคนมาช่วยแล้ว”

สีหน้าของลินดาแข็งทื่อ

“เธอทำจริง ๆ เหรอ?” เธอพูดอย่างไม่อยากเชื่อ

เสียงเล็ก ๆ ของเจสันทำลายความเงียบ

“คุณใจร้าย ลินดา” เขาพูด แม้ตัวจะเล็กแต่แววตากลับดุดัน “วันหนึ่งเอมิลีจะได้เป็นหมอ แม่จะต้องภูมิใจในตัวพี่”

ใบหน้าของลินดาบิดเบี้ยว และก่อนที่เธอจะทันตอบโต้ เสียงไซเรนก็ดังสนั่นขึ้น ฉันเห็นเธอหันไปทางหน้าต่าง ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นไฟฉุกเฉินกะพริบอยู่ด้านนอก

ประตูหน้าบ้านเปิดออก ตำรวจสองนายเดินเข้ามา หนึ่งในนั้นเป็นผู้ชายตัวสูง ไหล่กว้าง พูดด้วยน้ำเสียงมีอำนาจแต่สงบนิ่ง

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมครับ?”

เจสันไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปแม้แต่วินาทีเดียว

“ผมเป็นคนโทรครับ” เขาพูด ยืนตัวตรงราวกับตัว I ทั้งที่ยังเด็ก “พี่สาวของผมต้องไปสอบเข้า ลินดาปิดนาฬิกาปลุกของพี่เพื่อไม่ให้พี่ไปสอบได้”

สายตาของตำรวจหันไปหาลินดา ซึ่งตอนนั้นแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา

“ไร้สาระ!” เธอหัวเราะเยาะพร้อมกอดอก “ก็แค่เรื่องเด็ก ๆ งอแงเพราะเธอตื่นสายเท่านั้น”

แต่ตำรวจอีกคนซึ่งเป็นผู้หญิงที่มีแววตาอ่อนโยน คุกเข่าลงตรงหน้าเจสัน

“หนูโทรหาเราเพื่อช่วยพี่สาวเหรอ?” เธอถามอย่างอ่อนโยน

เจสันพยักหน้าแรง ๆ

“ครับ เอมิลีเตรียมตัวมาหนักมาก ลินดาปิดนาฬิกาปลุกเพื่อไม่ให้พี่ไปสอบ”

ตำรวจทั้งสองสบตากัน ก่อนจะหันมาทางฉัน

“จริงไหมครับ?” ตำรวจชายถาม

“ค่ะ” ฉันกระซิบ น้ำหนักของสถานการณ์ทั้งหมดถาโถมลงมา “ฉันต้องไปให้ถึงโรงเรียน ไม่อย่างนั้นฉันจะเสียโอกาสของฉันไป”

พวกเขาพยักหน้า

“ได้ครับ คุณผู้หญิง” ตำรวจหญิงพูดขณะลุกขึ้น “เราจะพาคุณไปเอง”

ใบหน้าของลินดาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ

“พวกคุณจะพาเธอไปจริง ๆ เหรอ?” เธอพูดติดขัดด้วยความไม่พอใจ “นี่มันไร้สาระ!”

“หน้าที่ของเราคือช่วยเหลือผู้คนครับ” ตำรวจตอบ พร้อมขอให้เธอหลีกทางอย่างสุภาพ “ขอทางด้วยครับ”

ฉันหันไปหาเจสันซึ่งยืนอย่างภูมิใจราวกับฮีโร่ตัวน้อย

“ขอบคุณนะ เจสัน” ฉันกระซิบขณะกอดเขา “นายช่วยพี่ไว้จริง ๆ”

ขณะที่ฉันเดินออกไปพร้อมกับตำรวจ ฉันเห็นความโกรธและความไม่อยากเชื่อในดวงตาของลินดา พวกเขาช่วยฉันขึ้นรถตำรวจ แล้วเราก็แล่นผ่านเมืองไปพร้อมเสียงไซเรน ฝ่าการจราจรที่ติดขัดตรงไปยังโรงเรียน หัวใจของฉันเต้นแรง แต่ครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

เราไปถึงศูนย์สอบในตอนที่ประตูถูกปิดไปแล้ว ตำรวจลงจากรถและพาฉันไปยังทางเข้า

ผู้คุมสอบคนหนึ่งเห็นเราและเดินเข้ามาด้วยสีหน้าสับสน

“คุณครับ การสอบเริ่มไปแล้ว” เขาพูดพร้อมมองไปยังตำรวจ

ตำรวจหญิงอธิบายสั้น ๆ

“เธอไม่สามารถตื่นได้เพราะนาฬิกาปลุกของเธอมีปัญหา แต่ตอนนี้เธอมาถึงแล้ว ฉันรู้ว่าคุณอาจไม่สามารถยกเว้นกฎได้ แต่บางทีเธออาจยังมีโอกาสเข้าสอบ…”

สีหน้าของผู้คุมสอบอ่อนลงขณะมองฉัน เขาดูเหมือนกำลังประเมินว่าฉันพูดความจริงหรือไม่ ก่อนจะพยักหน้า

“ก็ได้ เข้าไปเถอะ”

“ขอบคุณค่ะ” ฉันกระซิบ แทบไม่อยากเชื่อว่าเรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นจริง

ฉันนั่งลง แม้จะยังอยู่ในอาการช็อก แต่ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมให้เหตุการณ์ทั้งหมดนี้มาขัดขวางความสำเร็จของฉัน ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ หลับตาลงหนึ่งวินาที แล้วคิดถึงแม่

นี่คือช่วงเวลาของฉัน และฉันจะไม่ยอมให้ใครพรากมันไป

ฉันหยิบดินสอขึ้นมาและเริ่มทำข้อสอบ

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ฉันเดินออกจากห้องสอบอย่างหมดแรงแต่โล่งใจ ตำรวจทั้งสองไม่อยู่แล้ว แต่ฉันยังรู้สึกถึงความเมตตาของพวกเขาในทุกย่างก้าวระหว่างทางกลับบ้าน

เจสันกำลังรอฉันอยู่ที่เฉลียงหน้าบ้าน ทันทีที่เขาเห็นฉัน เขาก็กระโดดขึ้น

“พี่ทำได้ไหม?” เขาถาม ดวงตาเป็นประกายด้วยความหวัง

ฉันพยักหน้า และแม้จะเหนื่อยล้า รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉัน

“ได้สิ เพราะนายเลย”

เขาโผเข้ากอดฉัน

“ผมรู้อยู่แล้วว่าพี่ต้องทำได้” เขาพูด

ข้างในบ้าน พ่อกำลังรอฉันอยู่ ใบหน้าซีดเผือด กรามขบแน่น เจสันเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังอย่างละเอียด

ใบหน้าของพ่อแดงจัดด้วยความโกรธ ดวงตาหรี่ลงขณะจ้องลินดาซึ่งยืนนิ่งอยู่

“เรื่องจริงหรือเปล่า?” เขาถามเสียงแข็ง

สายตาของลินดาสลับไปมาระหว่างพ่อกับพวกเรา

“ฉัน… ฉันแค่อยากป้องกันไม่ให้เธอทำผิดพลาด…” เธอพูดติดขัด เมื่อถูกต้อนจนจนมุม

พ่อยืดตัวตรง สีหน้าเด็ดขาด

“เธอพยายามทำลายความฝันของลูกฉันเพราะความเห็นแก่ตัวของตัวเอง เธอจะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแม้แต่คืนเดียว”

ใบหน้าของลินดาซีดลง เธอพยายามจะโต้แย้ง แต่พ่อส่ายหน้า

“เก็บของเถอะ ลินดา ครอบครัวนี้สมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้”

เจสันกับฉันมองดูเธอจากไป โดยไม่ได้รู้สึกสะใจแม้แต่น้อย มีเพียงความโล่งใจอย่างลึกซึ้ง และความรู้สึกว่าความยุติธรรมได้รับการคืนกลับมาแล้ว

Rate article